ผู้เขียน
โรงพยาบาลธนบุรี
ศูนย์รักษาที่เกี่ยวข้อง
แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง
ให้ Ai ช่วยสรุปบทความนี้
Key Takeaways
หลายคนรู้จัก “โรคกระเพาะ” จากอาการปวดลิ้นปี่ แสบท้อง ท้องอืด หรือเรอบ่อย แล้วมักคิดว่าเกิดจากกินข้าวไม่ตรงเวลา ดื่มกาแฟมากไป หรือเครียดจากงาน แต่ในคนจำนวนหนึ่ง ต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่พฤติกรรมเพียงอย่างเดียว เพราะในเยื่อบุกระเพาะอาหารอาจมีแบคทีเรียตัวเล็กชื่อ Helicobacter pylori หรือ H. pylori อาศัยอยู่แบบเงียบ ๆ โดยเจ้าตัวแทบไม่รู้ว่าติดเชื้อ
สิ่งที่ทำให้เชื้อนี้ควรถูกพูดถึง ไม่ใช่เพราะคนที่ติดเชื้อทุกคนจะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร แต่เพราะ H. pylori สามารถทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง สัมพันธ์กับโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น และเป็นปัจจัยสำคัญของมะเร็งกระเพาะอาหารบางชนิดได้ หากตรวจพบและรักษาอย่างเหมาะสม เราสามารถลดผลกระทบจากการติดเชื้อในระยะยาวได้
หากมีอาการทางระบบทางเดินอาหารเรื้อรัง สามารถอ่านข้อมูลบริการของ ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลธนบุรี ซึ่งมีบริการตรวจวินิจฉัยโรคกระเพาะอาหาร การตรวจหาเชื้อ H. pylori และการส่องกล้องทางเดินอาหารตามข้อบ่งชี้
H. pylori เป็นแบคทีเรียแกรมลบรูปร่างโค้งหรือเกลียว มีโครงสร้างช่วยให้เคลื่อนตัวผ่านชั้นเมือกที่ปกคลุมผิวกระเพาะอาหารได้ จุดเด่นของเชื้อนี้คือการสร้างเอนไซม์ urease ซึ่งเปลี่ยนยูเรียให้เกิดแอมโมเนีย ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมรอบตัวที่เอื้อต่อการอยู่รอดในบริเวณที่มีกรดสูง แต่กระบวนการดังกล่าว รวมถึงปฏิกิริยาการอักเสบของร่างกายต่อเชื้อ สามารถทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารได้รับความเสียหายต่อเนื่อง
การติดเชื้อมักเริ่มตั้งแต่วัยเด็กและอาจอยู่ในร่างกายได้นานหลายปี หากไม่ได้รับการกำจัดเชื้อ คนจำนวนมากไม่มีอาการชัดเจน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บางคนจะทราบว่าติดเชื้อจากการตรวจด้วยเหตุผลอื่น หรือจากการส่องกล้องเมื่อมีอาการผิดปกติภายหลัง
ช่องทางการแพร่เชื้อยังมีรายละเอียดที่ศึกษากันต่อเนื่อง แต่หลักฐานสนับสนุนว่าการติดต่อเกิดได้ผ่านการปนเปื้อนจากคนสู่คน โดยเฉพาะทางปากและทางอุจจาระสู่ปาก จึงพบการติดเชื้อสัมพันธ์กับการอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด สุขาภิบาล น้ำสะอาด และสุขอนามัยในการเตรียมอาหาร
อย่างไรก็ตาม การมีสมาชิกในบ้านติดเชื้อไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะติดเชื้อแน่นอน การพิจารณาตรวจสมาชิกครอบครัวควรดูอายุ อาการ ประวัติครอบครัว และปัจจัยเสี่ยงร่วมกับคำแนะนำของแพทย์
คำตอบคือไม่จำเป็น หลายคนติดเชื้อโดยไม่มีอาการเลย ขณะที่บางคนมีอาการคล้ายโรคกระเพาะทั่วไป เช่น ปวดหรือแสบบริเวณลิ้นปี่ แน่นท้อง ท้องอืด เรอบ่อย คลื่นไส้ อิ่มเร็วกว่าปกติ หรือเบื่ออาหาร อาการเหล่านี้ไม่ได้ชี้เฉพาะว่าเป็น H. pylori เพราะโรคอื่นก็ทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้ การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยการตรวจที่เหมาะสม ไม่ควรสรุปจากอาการเพียงอย่างเดียว
ถ้ามีอาการปวดท้องหรือแน่นท้องร่วมกับสัญญาณเตือน เช่น น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ กลืนลำบาก อาเจียนซ้ำ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำหรือถ่ายเป็นเลือด ซีด อ่อนเพลียผิดปกติ หรือมีอาการต่อเนื่องมากขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อประเมินโดยเร็ว เพราะอาการเหล่านี้อาจสัมพันธ์กับเลือดออก แผลที่มีภาวะแทรกซ้อน หรือโรคอื่นที่ต้องตรวจเพิ่มเติม
ประเด็นสำคัญคือ H. pylori ไม่ได้ทำให้มะเร็งเกิดขึ้นทันทีหลังติดเชื้อ และคนติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่ได้พัฒนาไปเป็นมะเร็ง แต่การติดเชื้อเรื้อรังสามารถทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบเป็นเวลานาน ในคนบางกลุ่ม การอักเสบอาจค่อย ๆ นำไปสู่เยื่อบุกระเพาะฝ่อ การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ และเพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหารชนิด non-cardia
องค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) จัดการติดเชื้อ H. pylori ว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ และข้อมูลระดับโลกยังชี้ว่าเชื้อนี้เป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งกระเพาะอาหารจำนวนมาก จึงเกิดแนวคิดเรื่องการตรวจและกำจัดเชื้อเพื่อป้องกันมะเร็งในประชากรหรือกลุ่มเสี่ยง โดยต้องออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละประเทศและคำนึงถึงการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล
ความเสี่ยงของแต่ละคนไม่เท่ากัน ยังขึ้นอยู่กับอายุ พันธุกรรม ลักษณะของเชื้อ การสูบบุหรี่ อาหาร ประวัติครอบครัว และความผิดปกติของเยื่อบุกระเพาะอาหารที่มีอยู่เดิม ดังนั้นคำว่า “ตรวจพบเชื้อ” ไม่ควรถูกตีความว่า “กำลังจะเป็นมะเร็ง” แต่ควรใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการประเมินและรักษาอย่างเป็นระบบ
ไม่จำเป็นต้องส่องกล้องทุกคน วิธีตรวจมีทั้งแบบไม่ส่องกล้องและแบบที่เก็บตัวอย่างระหว่างการส่องกล้อง แพทย์จะเลือกตามอายุ อาการ สัญญาณเตือน ประวัติการใช้ยา และความเสี่ยงของผู้ป่วย
การตรวจลมหายใจ Urea Breath Test เป็นวิธีที่ใช้ตรวจการติดเชื้อที่ยังมีอยู่และใช้ติดตามหลังรักษาได้ ส่วนการตรวจ H. pylori antigen ในอุจจาระก็ใช้ได้ทั้งในการวินิจฉัยและการยืนยันผลหลังรักษา สำหรับการตรวจแอนติบอดีในเลือด ข้อจำกัดคือผลอาจยังเป็นบวกแม้เชื้อถูกกำจัดแล้ว จึงไม่เหมาะสำหรับยืนยันว่ารักษาหาย
ถ้ามีสัญญาณเตือน หรือแพทย์ต้องการดูสภาพเยื่อบุกระเพาะโดยตรง อาจพิจารณาส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น (EGD) และเก็บชิ้นเนื้อเพื่อทำ rapid urease test ตรวจทางพยาธิวิทยา หรือทดสอบอื่นตามข้อบ่งชี้ การส่องกล้องยังช่วยค้นหาแผล จุดเลือดออก ก้อน หรือความผิดปกติของเยื่อบุที่ไม่สามารถเห็นได้จากการตรวจลมหายใจ
โรงพยาบาลธนบุรีมีข้อมูลเกี่ยวกับ แพ็กเกจส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร สำหรับผู้ที่ต้องการดูรายละเอียดบริการเบื้องต้น ทั้งนี้การเลือกตรวจควรเป็นไปตามการประเมินของแพทย์
ยาบางชนิดกดจำนวนเชื้อหรือรบกวนผลตรวจจนเกิดผลลบลวงได้ โดยทั่วไปแนวทางสากลแนะนำให้เว้นยาปฏิชีวนะและยาบิสมัทอย่างน้อย 4 สัปดาห์ และเว้นยากลุ่ม proton pump inhibitor (PPI) ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนการตรวจเพื่อยืนยันการกำจัดเชื้อ แต่ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง ควรถามแพทย์หรือสถานพยาบาลก่อนทุกครั้ง เพราะยาที่ใช้และเหตุผลในการใช้แตกต่างกันในแต่ละคน
การรักษาต้องใช้ยาลดกรดร่วมกับยาต้านจุลชีพหลายชนิดตามสูตรที่แพทย์เลือก โดยสูตรยาขึ้นอยู่กับประวัติการใช้ยาปฏิชีวนะ การแพ้ยา รูปแบบการดื้อยาในพื้นที่ และข้อมูลความไวต่อยาหากมี แนวทาง American College of Gastroenterology ฉบับปี 2024 เน้นว่าไม่ควรใช้สูตรที่มี clarithromycin หรือ levofloxacin แบบคาดเดาในกรณีที่ยังไม่ทราบความไวต่อยา และแนะนำ optimized bismuth quadruple therapy เป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักสำหรับผู้ป่วยที่ยังไม่เคยรักษาในบริบทที่เหมาะสม
เหตุผลที่ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองคือ หากเลือกยาไม่เหมาะสม รับประทานไม่ครบ หรือหยุดเมื่ออาการดีขึ้น เชื้ออาจกำจัดไม่หมดและเพิ่มปัญหาการดื้อยา เมื่อรักษาครบแล้ว การรู้สึกดีขึ้นยังไม่เท่ากับยืนยันว่าเชื้อหาย จึงควรกลับมาตรวจ test of cure ตามช่วงเวลาที่แพทย์กำหนด
แนวทาง ACG แนะนำให้ผู้ที่ได้รับการรักษา H. pylori มีการตรวจยืนยันการกำจัดเชื้ออย่างน้อย 4 สัปดาห์หลังจบการรักษา โดยใช้ Urea Breath Test, stool antigen test หรือการตรวจจากชิ้นเนื้อตามความเหมาะสม พร้อมจัดการเรื่องยาที่อาจทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อนตามคำแนะนำของแพทย์
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ทั่วไปเพื่อป้องกัน H. pylori การดูแลจึงเน้นสุขอนามัยของอาหาร น้ำ และมือเป็นหลัก การกินอาหารปรุงสุก ใช้น้ำสะอาด ล้างมือให้ถูกวิธี และลดโอกาสปนเปื้อนในครัวเป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่มีประโยชน์ นอกจากนี้ การงดสูบบุหรี่และดูแลพฤติกรรมที่ระคายเคืองกระเพาะ แม้ไม่ได้เป็นวิธีกำจัด H. pylori โดยตรง แต่ช่วยลดปัจจัยที่ซ้ำเติมสุขภาพระบบทางเดินอาหารโดยรวม
การตรวจไม่จำเป็นต้องทำแบบเดียวกันในทุกคน แต่ควรพิจารณาเมื่อมีอาการอาหารไม่ย่อยหรือปวดลิ้นปี่เรื้อรัง มีประวัติแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น มีภาวะหรือประวัติที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร หรือแพทย์เห็นข้อบ่งชี้จากผลตรวจอื่น โดยเฉพาะผู้ที่มีสัญญาณเตือนควรได้รับการประเมินว่าเหมาะกับการส่องกล้องมากกว่าการตรวจเชื้ออย่างเดียวหรือไม่
หากต้องการเริ่มจากการประเมินอาการ สามารถดูข้อมูล ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ และนัดหมายแพทย์ผ่านช่องทางของโรงพยาบาลธนบุรีได้
เวลาพูดถึง H. pylori หลายคนสะดุดกับคำว่า “มะเร็งกระเพาะอาหาร” ก่อนเสมอ แต่สิ่งที่ควรจำคือการติดเชื้อไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นมะเร็ง ในทางกลับกัน การรู้ว่ามีเชื้อเปิดโอกาสให้แพทย์ประเมินความเสี่ยง รักษา และติดตามได้ตั้งแต่ยังไม่มีภาวะแทรกซ้อน
ถ้ามีอาการปวดลิ้นปี่ แน่นท้อง อิ่มเร็ว หรืออาการคล้ายโรคกระเพาะเป็น ๆ หาย ๆ อย่าเพิ่งสรุปว่าเป็นเพราะความเครียดหรือกินไม่ตรงเวลาเสมอไป โดยเฉพาะเมื่ออาการเป็นต่อเนื่อง มีประวัติแผลในกระเพาะ หรือมีสัญญาณเตือน การตรวจให้รู้สาเหตุจริงมักมีประโยชน์กว่าการซื้อยาลดกรดกินซ้ำ ๆ เพราะโรคทางเดินอาหารหลายอย่างเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายกัน แต่แนวทางดูแลไม่เหมือนกัน
แนวทาง ACG ปี 2024 ระบุว่าผู้ที่ตรวจพบการติดเชื้อควรได้รับการรักษา แต่การเลือกสูตรยาและการประเมินความเสี่ยงต้องทำเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่เคยแพ้ยา เคยใช้ยาปฏิชีวนะหลายชนิด หรือมีโรคร่วม ไม่ควรเริ่มยาเองจากผลตรวจเพียงอย่างเดียว
ไม่แน่นอน ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่ได้พัฒนาไปเป็นมะเร็ง แต่การติดเชื้อเรื้อรังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เพราะทำให้เยื่อบุกระเพาะอักเสบต่อเนื่องและอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุในบางคน ความเสี่ยงจริงยังขึ้นกับอายุ ประวัติครอบครัว การสูบบุหรี่ ลักษณะเยื่อบุกระเพาะ และปัจจัยอื่นร่วมด้วย
ไม่ใช่กฎว่าทุกคนต้องตรวจทันที แต่การอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดอาจเกี่ยวข้องกับการแพร่เชื้อได้ สมาชิกในครอบครัวที่มีอาการทางกระเพาะ มีประวัติแผล หรือมีความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารควรปรึกษาแพทย์ว่าควรตรวจหรือไม่
ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกสถานการณ์ Urea Breath Test และ stool antigen test เหมาะกับการตรวจการติดเชื้อที่ยังมีอยู่และใช้ยืนยันผลหลังรักษาได้ ส่วนการส่องกล้องพร้อมเก็บชิ้นเนื้อมีข้อดีตรงที่แพทย์เห็นเยื่อบุกระเพาะโดยตรงและประเมินแผลหรือรอยโรคอื่นได้ จึงเหมาะเมื่อมีข้อบ่งชี้หรือสัญญาณเตือน
เป็นไปได้ แม้ในผู้ใหญ่หลังรักษาสำเร็จอัตราการกลับมาติดใหม่ในหลายพื้นที่จะไม่สูง การดูแลสุขอนามัยของมือ อาหาร น้ำดื่ม และการลดการปนเปื้อนในครัวจึงยังมีความสำคัญ หากกลับมามีอาการ ไม่ควรซื้อยาชุดเดิมมากินเอง ควรประเมินใหม่
โปรแกรมตรวจภูมิแพ้ Skin Test และ IgE 45 ชนิด
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
โปรแกรมตรวจสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ Active Senior 60+
แพ็กเกจตรวจสุขภาพผู้ป่วยเบาหวาน
แพ็กเกจ TMS กระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็ก
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี สำหรับผู้ใหญ่