10 สัญญาณเตือนโรคหัวใจ

ผู้เขียน

โรงพยาบาลธนบุรี

ศูนย์รักษาที่เกี่ยวข้อง

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

10 สัญญาณเตือนโรคหัวใจ

ให้ Ai ช่วยสรุปบทความนี้

Key Takeaways

  • ภัยเงียบอันดับ 1: โรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนหลายสิบล้านคนทั่วโลกในแต่ละปี แต่การสังเกตสัญญาณเตือนล่วงหน้าจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและการรักษาให้หายขาดได้
  • 10 สัญญาณเตือนเบื้องต้น: ได้แก่ 1. เจ็บหน้าอกรุนแรง 2. หายใจลำบาก/เหนื่อยง่าย 3. ใจสั่น/หัวใจเต้นผิดจังหวะ 4. เวียนศีรษะ/หน้ามืด 5. เหงื่อออกเย็นและเหนียวผิดปกติ 6. อ่อนเพลียเรื้อรัง 7. ขาและข้อเท้าบวม 8. นอนไม่หลับ/แน่นหน้าอกเมื่อนอนราบ 9. คลื่นไส้อาเจียน (พบบ่อยในผู้หญิง) 10. ปวดแผ่ไปที่แขนซ้าย ไหล่ คอ หรือขากรรไกร
  • สัญญาณอันตรายเฉียบพลัน: หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรงนานเกิน 15 นาที หรือมีอาการร่วมกันตั้งแต่ 2 อาการขึ้นไป ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
  • การป้องกันคือหัวใจสำคัญ: สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับพฤติกรรม รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำบางครั้งร่างกายไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนด้วยอาการที่ชัดเจนเหมือนในละคร คนหนึ่งอาจเจ็บแน่นกลางอกจนต้องหยุดสิ่งที่กำลังทำ แต่อีกคนกลับรู้สึกเพียงเหนื่อยผิดปกติ หายใจไม่เต็มอิ่ม คลื่นไส้ หรือหน้ามืด จึงคิดว่าเป็นเพราะพักผ่อนน้อย อากาศร้อน หรือทำงานหนักเกินไป ความคลุมเครือนี้เองที่ทำให้ “อาการโรคหัวใจ” เป็นเรื่องที่ควรรู้ไว้ ไม่ใช่เพื่อวินิจฉัยตัวเอง แต่เพื่อรู้ว่าเมื่อไรควรหยุดรอดูอาการและเมื่อไรควรไปโรงพยาบาลทันที

    องค์การอนามัยโลกระบุว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของโลก โดยในปี 2022 มีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณ 19.8 ล้านคน หรือราว 32% ของการเสียชีวิตทั่วโลก และประมาณ 85% ของการเสียชีวิตในกลุ่มนี้เกิดจากภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและโรคหลอดเลือดสมอง ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทุกอาการเหนื่อยหรือเจ็บหน้าอกคือโรคหัวใจ แต่สะท้อนว่าการรู้จักสัญญาณอันตรายและปัจจัยเสี่ยงมีความสำคัญมาก

    สำหรับผู้ที่ต้องการอ่านข้อมูลบริการตรวจวินิจฉัยและการดูแลโรคหัวใจเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลธนบุรี ซึ่งมีทั้งการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน การทดสอบสมรรถภาพหัวใจ และการตรวจเฉพาะทางอื่นตามข้อบ่งชี้ของแพทย์

ทำไม “อาการโรคหัวใจ” จึงไม่ได้มีแค่เจ็บหน้าอก

คำว่าโรคหัวใจครอบคลุมความผิดปกติหลายแบบ ตั้งแต่โรคหลอดเลือดหัวใจ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคลิ้นหัวใจ ไปจนถึงภาวะหัวใจล้มเหลว อาการจึงแตกต่างกันได้ตามสาเหตุและความรุนแรง บางภาวะค่อย ๆ แสดงตัวเป็นเดือน ขณะที่บางภาวะเกิดขึ้นฉับพลันและต้องรักษาอย่างเร่งด่วน

สิ่งที่ทำให้หลายคนพลาดคือการรอให้อาการ “เหมือนโรคหัวใจชัด ๆ” ก่อนจึงค่อยไปตรวจ ทั้งที่ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันอาจเริ่มจากความไม่สบายหน้าอก หายใจลำบาก เหงื่อเย็น คลื่นไส้ หรือหน้ามืดได้ และบางคนไม่มีอาการเจ็บหน้าอกเด่นชัด โดยเฉพาะเมื่อมีอายุสูงขึ้นหรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง ดังนั้นควรมองภาพรวมว่าอาการเกิดขึ้นเมื่อไร รุนแรงแค่ไหน มีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ และต่างจากสภาพปกติของตัวเองอย่างไร

10 สัญญาณเตือนโรคหัวใจ
รายการเนื้อหา

10 สัญญาณเตือนโรคหัวใจที่ควรรู้และไม่ควรมองข้าม

เจ็บ แน่น บีบ หรือไม่สบายบริเวณหน้าอก

อาการที่คนมักนึกถึงเป็นอันดับแรกคือความรู้สึกแน่น บีบ หนัก จุก หรือเหมือนมีอะไรมากดบริเวณกลางหน้าอก อาการจากภาวะหัวใจขาดเลือดอาจเกิดขณะออกแรง เดินขึ้นบันได รีบเดิน หรือมีความเครียด และในภาวะเฉียบพลันอาจเกิดขณะพักได้ สิ่งสำคัญคือไม่ควรรอให้อาการ “เจ็บมากที่สุด” ก่อน เพราะบางคนบรรยายเพียงว่าแน่นหรือไม่สบายหน้าอก หากอาการใหม่ รุนแรง เป็นอยู่นานหลายนาที กลับมาเป็นซ้ำ หรือมีหายใจลำบาก เหงื่อเย็น คลื่นไส้ หน้ามืดร่วมด้วย ควรถือเป็นเหตุที่ต้องประเมินฉุกเฉิน

หายใจไม่อิ่ม เหนื่อยง่ายกว่าปกติ

จากเดิมเดินระยะเดิมได้สบาย แต่ช่วงหลังต้องหยุดพักบ่อยขึ้น ขึ้นบันไดไม่กี่ขั้นก็หอบ หรือรู้สึกหายใจไม่เต็มอิ่ม อาการเหล่านี้มีสาเหตุได้หลายอย่าง ทั้งปอด โลหิตจาง การติดเชื้อ หรือสมรรถภาพร่างกายลดลง แต่ก็พบได้ในโรคหัวใจเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับแน่นหน้าอก ใจสั่น บวม หรือเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากเหนื่อยมากจนพูดไม่เป็นประโยค ริมฝีปากเขียว หรือมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย ไม่ควรขับรถไปโรงพยาบาลเองหากมีทางเลือก ควรขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน

ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เต้นสะดุด หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ

ใจสั่นอาจเกิดจากความเครียด คาเฟอีน การพักผ่อนน้อย หรือสาเหตุอื่นที่ไม่อันตราย แต่ถ้าเกิดบ่อยขึ้น นานขึ้น หรือมาพร้อมหน้ามืด เป็นลม เจ็บหน้าอก หรือหายใจลำบาก ควรตรวจหาสาเหตุ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดเกิดเป็นช่วงสั้น ๆ ทำให้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจในช่วงที่ไม่มีอาการอาจไม่พบความผิดปกติ แพทย์จึงอาจพิจารณาการติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา เช่น Holter Monitoring ตามความเหมาะสม

เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม

การลุกเร็ว ดื่มน้ำน้อย หรือระดับน้ำตาลต่ำก็ทำให้หน้ามืดได้ แต่หากมีอาการเป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะระหว่างออกแรง หรือมีใจสั่น เจ็บหน้าอก หายใจไม่สะดวกร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์ เพราะความผิดปกติของจังหวะหัวใจหรือการไหลเวียนเลือดอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอชั่วคราว การจดเวลาที่เกิดอาการ กิจกรรมที่ทำอยู่ และระยะเวลาที่หมดสติจะช่วยแพทย์ประเมินได้มากขึ้น

เหงื่อเย็นออกมากผิดปกติ

เหงื่อออกจากอากาศร้อนหรือออกกำลังกายเป็นเรื่องปกติ แต่เหงื่อเย็นที่ออกมากโดยไม่มีเหตุชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเกิดพร้อมแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม คลื่นไส้ หรือรู้สึกจะเป็นลม เป็นหนึ่งในอาการที่พบร่วมกับภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ อย่าพยายามตีความจากอาการเดียว ควรดูอาการร่วมและความรุนแรงเป็นหลัก

อ่อนเพลียผิดปกติ ทำกิจกรรมเดิมแล้วหมดแรงเร็ว

ความเหนื่อยล้ามีสาเหตุได้กว้างมาก จึงไม่ใช่อาการเฉพาะของโรคหัวใจ แต่ถ้าความสามารถในการทำกิจกรรมลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น เคยเดินซื้อของได้ต่อเนื่องแต่เริ่มต้องหยุดพักบ่อย หรือเหนื่อยร่วมกับหายใจไม่สะดวก ใจสั่น แน่นหน้าอก ควรหาสาเหตุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ หรือมีประวัติโรคหัวใจในครอบครัว

ขา เท้า หรือข้อเท้าบวม

อาการบวมบริเวณขาและข้อเท้าอาจเกิดจากการยืนนาน ยาบางชนิด โรคไต โรคตับ หรือหลอดเลือดดำ แต่ก็พบในภาวะหัวใจล้มเหลวได้ เมื่อหัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่ดี ร่างกายอาจมีการคั่งของน้ำ หากบวมทั้งสองข้าง น้ำหนักขึ้นเร็วในช่วงสั้น ๆ เหนื่อยง่าย หรือหายใจลำบากเวลานอนราบ ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน ไม่ควรซื้อยาขับปัสสาวะมารับประทานเอง

นอนราบแล้วหายใจไม่สะดวก หรือตื่นกลางดึกเพราะหอบ

คำว่า “นอนไม่หลับ” เพียงอย่างเดียวไม่ใช่สัญญาณเฉพาะของโรคหัวใจ สิ่งที่น่าระวังกว่าคือจากเดิมนอนราบได้ แต่ช่วงหลังต้องหนุนหมอนสูงขึ้นเพราะหายใจไม่สะดวก หรือหลับไปแล้วตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะรู้สึกหอบและต้องลุกมานั่ง อาการลักษณะนี้พบได้ในภาวะหัวใจล้มเหลวและควรได้รับการประเมิน โดยเฉพาะเมื่อมีขาบวมหรือน้ำหนักเพิ่มร่วมด้วย

คลื่นไส้ อาเจียน หรือไม่สบายบริเวณท้องส่วนบนร่วมกับอาการอื่น

คลื่นไส้และอาเจียนมักทำให้นึกถึงระบบทางเดินอาหารก่อน แต่ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันก็อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือไม่สบายบริเวณท้องส่วนบนร่วมด้วย โดยเฉพาะเมื่อมีเหงื่อเย็น หายใจไม่อิ่ม หน้ามืด หรือความไม่สบายหน้าอก อาการในผู้หญิงอาจมีความหลากหลาย แต่ข้อมูลปัจจุบันยังย้ำว่าอาการเจ็บหรือไม่สบายหน้าอกก็ยังเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้หญิงเช่นกัน

ปวดหรือไม่สบายร้าวไปแขน ไหล่ หลัง คอ หรือขากรรไกร

อาการจากหัวใจไม่ได้จำกัดอยู่ตรงหน้าอก ความไม่สบายอาจร้าวไปแขนข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ไหล่ หลัง คอ ขากรรไกร หรือท้องส่วนบนได้ หากอาการเกิดพร้อมแน่นหน้าอก หายใจลำบาก เหงื่อเย็น คลื่นไส้ หรือหน้ามืด ควรคิดถึงภาวะฉุกเฉินไว้ก่อน ไม่ควรรอให้อาการหายเองหรือรอให้ครบหลายข้อจึงค่อยไปโรงพยาบาล

สัญญาณแบบไหนควรโทร 1669 โดยไม่ต้องรอดูอาการ

จุดที่ควรปรับจากความเข้าใจเดิมคือ ไม่จำเป็นต้องรอให้อาการครบ 2 ข้อ และไม่ควรยึดว่าเจ็บหน้าอกต้องนานเกิน 15 นาทีจึงค่อยขอความช่วยเหลือ แนวทางจาก American Heart Association ระบุว่าอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันอาจเริ่มช้าและไม่รุนแรงมากในช่วงแรก ความไม่สบายหน้าอกอาจอยู่นานกว่าสองสามนาที หรือหายแล้วกลับมาใหม่ได้ ดังนั้นถ้ามีอาการที่สงสัย โดยเฉพาะอาการใหม่หรือรุนแรง ควรประเมินอย่างเร่งด่วน

ในประเทศไทย หากมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกรุนแรง หายใจลำบากมาก หมดสติหรือเกือบหมดสติ เหงื่อเย็นร่วมกับอาการผิดปกติ หรือสงสัยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน สามารถโทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง การใช้ระบบฉุกเฉินช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการประเมินและการดูแลระหว่างนำส่ง โดยเฉพาะเมื่อสภาพไม่เหมาะกับการเดินทางด้วยรถส่วนตัว

ใครบ้างที่ควรใส่ใจกับสัญญาณเตือนเป็นพิเศษ

แม้โรคหัวใจเกิดได้กับคนหลายช่วงวัย แต่ความเสี่ยงจะสูงขึ้นเมื่อมีปัจจัยบางอย่างร่วมกัน เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน การสูบบุหรี่ การไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย และประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นโรค แต่ทำให้การตรวจสุขภาพและการไม่มองข้ามอาการใหม่มีความสำคัญมากขึ้น

ถ้าอยากประเมินตัวเองจากพฤติกรรมและโรคประจำตัวเพิ่มเติม อ่านต่อได้ที่บทความ ใครมีความเสี่ยง “โรคหัวใจ” มากกว่ากัน? เช็กปัจจัยเสี่ยงก่อนสายเกินไป ของโรงพยาบาลธนบุรี

เมื่อไปพบแพทย์ จะตรวจอะไรบ้าง

การตรวจไม่ได้มีสูตรเดียวสำหรับทุกคน แพทย์จะเริ่มจากรายละเอียดอาการ ประวัติโรคประจำตัว ยาที่ใช้ ปัจจัยเสี่ยง และการตรวจร่างกาย จากนั้นจึงเลือกการตรวจที่เหมาะกับข้อสงสัย เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะพัก (ECG/EKG) การตรวจเลือด การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography) การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย หรือการติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา ในผู้ที่สงสัยโรคหลอดเลือดหัวใจบางรายอาจต้องตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์

สิ่งที่ช่วยให้การซักประวัติแม่นขึ้นคือการเล่าอาการให้เป็นลำดับ: เริ่มเมื่อไร เกิดขณะทำอะไร นานกี่นาที รู้สึกแบบไหน ร้าวไปที่ใด มีหอบ เหงื่อเย็น คลื่นไส้ หรือหน้ามืดร่วมด้วยหรือไม่ และอะไรทำให้อาการดีขึ้นหรือแย่ลง ถ้ามีนาฬิกาหรืออุปกรณ์ที่บันทึกชีพจร สามารถนำข้อมูลไปประกอบการพูดคุยได้ แต่ข้อมูลจากอุปกรณ์ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์

รายละเอียดเครื่องมือและบริการตรวจของโรงพยาบาลสามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลธนบุรี

ป้องกันโรคหัวใจ เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน

การรู้จักอาการเตือนเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของเรื่อง อีกครึ่งคือการลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ องค์การอนามัยโลกระบุว่าปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนได้ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ การสูบบุหรี่ อาหารที่ไม่เหมาะสม การไม่มีกิจกรรมทางกาย การดื่มแอลกอฮอล์แบบเป็นอันตราย รวมถึงปัจจัยแวดล้อมอย่างมลพิษทางอากาศ ขณะที่ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง และภาวะน้ำหนักเกินเป็นตัวชี้ความเสี่ยงที่ควรติดตาม

ในชีวิตจริงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกอย่างในวันเดียว เริ่มจากเลือกอาหารที่มีผักและผลไม้มากขึ้น ลดอาหารเค็มจัดและไขมันที่ไม่เหมาะสม เพิ่มการเคลื่อนไหวให้สม่ำเสมอตามสภาพร่างกาย งดบุหรี่ ควบคุมโรคประจำตัว และตรวจสุขภาพตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ หากมีโรคประจำตัวหรือเคยมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มการออกกำลังกายที่หนักกว่าปกติ

อ่านแนวทางดูแลและป้องกันเพิ่มเติมได้ที่ โรคหัวใจ เรื่องใกล้ตัวที่ใคร ๆ ก็ป้องกันได้

อย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณดังขึ้นกว่าเดิม

เรื่องที่ควรจำไม่ใช่การท่องชื่ออาการทั้ง 10 ข้อให้ครบ แต่คือการสังเกต “ความเปลี่ยนแปลงจากปกติ” ของตัวเอง คนที่เคยเดินไกลได้แล้วเริ่มเหนื่อยง่าย คนที่ไม่เคยใจสั่นแล้วเกิดใจสั่นพร้อมหน้ามืด หรือคนที่มีความไม่สบายหน้าอกร่วมกับเหงื่อเย็นและหายใจไม่อิ่ม ล้วนเป็นสถานการณ์ที่ควรให้ความสำคัญ

ในทางกลับกัน อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคหัวใจเสมอไป การอ่านบทความจึงควรใช้เพื่อรู้เท่าทันและตัดสินใจไปตรวจในเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่เพื่อวินิจฉัยตัวเอง หากเป็นอาการฉุกเฉินให้ขอความช่วยเหลือทันที แต่ถ้าเป็นอาการที่เกิดซ้ำหรือค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง การนัดพบแพทย์พร้อมข้อมูลอาการที่จดไว้จะช่วยให้การประเมินมีประโยชน์มากขึ้น

สำหรับการตรวจประเมินอาการหรือปัจจัยเสี่ยง สามารถดูข้อมูลบริการได้ที่ ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลธนบุรี หรือเว็บไซต์หลักของโรงพยาบาลธนบุรี https://www.thonburihospital.com/

FAQ

เจ็บหน้าอกแบบไหนที่ควรสงสัยว่าเกี่ยวกับหัวใจ?

อาการที่น่าระวังคือความรู้สึกแน่น บีบ หนัก จุก หรือไม่สบายบริเวณกลางหน้าอก โดยเฉพาะเมื่อเกิดขณะออกแรงหรือเกิดขึ้นใหม่ และอาจร้าวไปแขน ไหล่ หลัง คอ ขากรรไกร หรือท้องส่วนบน หากมีหายใจไม่อิ่ม เหงื่อเย็น คลื่นไส้ หรือหน้ามืดร่วมด้วย ควรประเมินฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม อาการเจ็บหน้าอกมีสาเหตุอื่นได้ เช่น กล้ามเนื้อ กระเพาะอาหาร หรือปอด จึงต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย

ไม่ควรใช้เวลา 15 นาทีเป็นเกณฑ์ตายตัว ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันอาจมีความไม่สบายหน้าอกนานกว่าสองสามนาที หรือหายแล้วกลับมาใหม่ได้ หากอาการใหม่ รุนแรง หรือมีสัญญาณอันตรายร่วม เช่น หายใจลำบาก เหงื่อเย็น หน้ามืด หรือหมดสติ ควรขอความช่วยเหลือทันที ไม่ควรรอจับเวลาให้ครบ

ขึ้นอยู่กับลักษณะและความรุนแรง ไม่จำเป็นต้องรอให้มีตั้งแต่ 2 อาการขึ้นไป เช่น เจ็บหรือแน่นหน้าอกอย่างรุนแรงเพียงอาการเดียวก็อาจต้องประเมินฉุกเฉิน ในทางกลับกัน อาการอ่อนเพลียเพียงอย่างเดียวอาจมีสาเหตุอื่นมากมาย หากไม่แน่ใจและอาการผิดปกติจากเดิม ควรติดต่อสถานพยาบาลเพื่อรับคำแนะนำ

ทั้งผู้หญิงและผู้ชายสามารถมีอาการเจ็บหรือไม่สบายหน้าอกได้ และอาการนี้ยังเป็นอาการสำคัญในผู้หญิง แต่ผู้หญิงอาจมีอาการอื่นร่วม เช่น หายใจไม่อิ่ม คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหลังหรือขากรรไกร และอ่อนเพลียผิดปกติได้ การคิดว่าผู้หญิงจะไม่มีอาการเจ็บหน้าอกอาจทำให้ประเมินอาการผิดไป

ไม่เสมอ ใจสั่นเกิดได้จากความเครียด คาเฟอีน การพักผ่อนน้อย ไทรอยด์ ยาบางชนิด หรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หากใจสั่นเกิดบ่อย นานขึ้น หรือมีเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หน้ามืด หรือเป็นลมร่วมด้วย ควรพบแพทย์ การตรวจ EKG หรือการติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาอาจถูกพิจารณาตามอาการ

เมื่อหัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่ดี อาจเกิดการคั่งของของเหลวและทำให้ขาหรือข้อเท้าบวมได้ แต่ขาบวมไม่ได้หมายถึงหัวใจล้มเหลวเสมอ เพราะอาจเกิดจากหลอดเลือดดำ ไต ตับ ยาบางชนิด หรือการยืนนาน หากบวมร่วมกับเหนื่อยง่าย หายใจลำบากเวลานอนราบ หรือน้ำหนักเพิ่มเร็ว ควรไปตรวจ

References

  • สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (The Heart Association of Thailand under the Royal Patronage)

         แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดหัวใจ       https://www.thaiheart.org

  • American Heart Association (AHA)

        Warning Signs of a Heart Attack & Heart Disease Symptoms   https://www.heart.org/en/health-topics/heart-attack/warning-signs-of-a-heart-attack

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง